Web Counters
Dr Jays Catalog
Bookmark and Share Add to Favorites  

ค้นหาสินค้า

เมนูหลัก

สมาชิกเข้าสู่ระบบ

User Name:
Password:
จำการล็อกอินของฉันไว้
ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก
ใสอีเมล์ที่ลงทะเบียนไว้กับเรา



"ในหลวงพระองค์นี้ ท่านเป็นพระโพธิสัตว์น๊ะ..!!!!"

พ่อหลวง(ร.9) ของปวงชนชาวไทย
จาก การที่ได้หาโอกาสศึกษาและมีวาสนาได้กราบไหว้ใกล้ชิด พระอัจฉริยเถราจารย์ผู้ทรงคุณธรรมเบื้องสูงจำนวนมาก ตลอดระยะเวลาอันยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ ทำให้ได้รับการบอกกล่าวถึงเรื่องอันพิเศษๆเป็นอันมาก ที่นอกเหนือจากสามัญมนุษย์ทั่วไป ซึ่งไร้ซึ่งญาณปรีชาจะพึงทราบชัด ให้ถูกถ้วนตามความเป็นจริงได้เป็นอันเอนกปริยาย ดังที่ได้นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมะ และความรู้รอบตัวต่างๆเป็นธรรมวิทยาทานมาโดยลำดับ ความย่อมเป็นที่แจ้งใจอยู่โดยทั่วไปแล้วนั้น
บัดนี้ เป็นกาลอันสมควรแล้ว ที่จะได้นำเอาเรื่องราวที่บรรดาพระอริยคณาจารย์ทั้งหลาย ที่ได้เคยกล่าวถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาแสดง เพื่อน้อมถวายความจงรักภักดีแด่พระมหาธรรมราชา ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐแห่งประชาชาติไทยพระองค์นั้น และเพื่อยังความเป็นสวัสดิมงคลอันยิ่ง ให้บังเกิดขึ้นแก่แผ่นดินและมหาชนทั้งหลายสืบไปตราบชั่วจิรัฏฐิติกาล...

"ในหลวงพระองค์นี้ ท่านเป็นพระโพธิสัตว์น๊ะ..!!!!"
........
พระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต(ธมฺมวิตกฺโกภิกขุ)วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร

สำหรับปฐมเหตุที่ทำให้ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ฯกล่าวความเช่นนี้ ก็เกิดมาจากการที่ท่านได้กล่าวเตือนญาติโยมบางรายที่ไปนมัสการว่า
"การที่คุณเอาธนบัตรที่มีรูปในหลวงไปใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงนั้น ไม่ดีเลย เพราะในหลวงท่านเป็นพระโพธิสัตว์ การเอาพระรูปของท่านไปไว้ในที่ต่ำอย่างนั้น ย่อมบังเกิดโทษเป็นอันมาก ทีหลังอย่าพากันทำ..!!?!"


"พระองค์มัวแต่เป็นห่วงคนอื่น แต่ไม่ทรงห่วงพระองค์เองบ้างเลย.."

หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ วัดดอยแม่ปั๋ง เชียงใหม่


ครั้งหนึ่ง มีผู้พูดถึง"ผู้ยิ่งใหญ่"ระดับประเทศบางท่านให้

หลวงพ่ออุตตมะ วัดวังก์วิเวการาม กาญจนบุรี พระมหาโพธิสัตว์ใหญ่

ี่หลวงพ่อพุธ ฐานิโย วัดป่าสาลวันนครราชสีมา

กล่าวรับรองไว้ด้วยองค์เองว่า

"เป็นหนึ่งในสิบแห่งอนาคตพุทธวงศ์เบื้องหน้า" 

ฟัง  สังเกตว่า ดูหลวงพ่ออุตตมะท่าน"เฉย"มากๆ ก่อนที่จะปรารภออกมาอย่างราบเรียบที่สุด เหมือนมิได้ไยดีใดๆว่า

"เขาไม่ได้ทำประโยชน์อะไรมากเหมือนกับในหลวงหรอก..!!!!!"


ในหลวงสนทนาเรื่อง"พุทธภูมิ"กับหลวงตามหาบัว
.........
"...เหตุการณ์ ที่น่าทึ่งที่สุดคือ เมื่อปี พ.ศ.2531 เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้เสด็จไปนิมนต์หลวง ตาไปในงานในวัง ปกติหลวงตาท่านไม่ค่อยไปไหน แต่ตอนที่พระเจ้าอยู่หัวฯ ไปนิมนต์ ท่านไปนิมนต์ด้วยพระองค์เอง เรายังจำได้..
วันนั้นเป็นวันที่ 7 มกราคม 2531 เป็นปีเฉลิมราชรัชมังคลาภิเษกที่ทรงครองราชย์มากกว่ากษัตริย์ใด ในประวัติ ศาสตร์ไทย ท่านนิมนต์หลวงตาเข้าวัง มาเป็นขบวนใหญ่ หลวงตาท่านจะอยู่ที่กุฏิ ท่านให้เราควบคุมดูแลญาติโยม ดูแลพวกทหารที่มา พระเจ้าอยู่หัวฯ จะเสด็จมาตอน 6 โมงเย็น
เมื่อ ขบวนพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จมาถึง เรายืนตรงนี้ ผู้ว่าฯ สายสิทธิ์ยืนตรงนี้ หมออวย แล้วใครต่อใครยืนเป็นแถวรอรับเสด็จ แล้วท่านก็ขึ้นไปข้างบนซึ่งหลวงตารอท่านอยู่แล้ว ส่วนเราก็อยู่ตรงบันได ส่วนหลวงตาอยู่ข้างบน ที่ขึ้นไปก็มีพระบรมวงศานุวงศ์ตามเสด็จครบหมดเลย พระราชินี พระบรมฯ พระเทพฯ เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ หมดทั้งครอบครัวเพื่อจะนิมนต์หลวงตาไปงานพิธีในวัง

พอพระองค์ท่านกราบหลวงตาเสร็จ ท่านก็ถวายคำถามแรก ( พระเจ้าอยู่หัวเรียกหลวงตาว่า "หลวงปู่" )
"หลวงปู่... สาวกภูมิกับพุทธภูมิต่างกันอย่างไร" โอ้... พระเจ้าอยู่หัวถามปัญหาหลวงตาขนาดนี้
หลวงตาตอบว่า... "พุทธ ภูมิ ก็เหมือน ดั่งเรานั่งรถไฟ นั่งรถไฟไปเชียงใหม่หรือนั่งรถไฟไปอุดรนั่นแหละพุทธภูมิ แต่ถ้าเรานั่งจักรยานมาหรือนั่งมอเตอร์ไซค์ ขี่มอเตอร์ไซค์ไปนั่นแหละ...สาวกภูมิ เพราะฉะนั้นการเป็นพุทธภูมิก็คือการ นำคนไปได้เยอะ ๆ ส่วนสาวกภูมินั้นนำไปได้น้อยๆ ไม่ได้มากนัก อย่างเก่งก็ 1 คน หรือ 3-4 คน ก็ว่ากันไป นั่นคือสาวกภูมิ เข้าใจไหมล่ะพ่อหลวง"
พระเจ้าอยูหัวฯ ตอบหลวงตาว่า
"เข้าใจแล้วหลวงปู่แล้วนิพพานเป็นอย่างไรนะ หลวงปู่"
หลวงตาตอบ : "อ้อ พ่อหลวงเหมือนพ่อหลวงมาวัดป่าบ้านตาดนี่แหละ รู้ไหมว่าวัดป่าบ้านตาดอยู่ตรงไหน อยุ่บนกุฏินี่เหรอ วัดป่าบ้านตาดอยู่ไหนล่ะ แต่พอพระมหากษัตริย์มาถึงนี่แล้ว บริเวณนี้ทั้งหมดคือวัดป่าบ้านตาดนี้แหละ แต่จะชี้ลงไปว่าที่กุฏิอาตมาก็ไม่ใช่ ที่กุฏิพระก็ไม่ใช่ ที่ศาลาก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ทั้งหมด แต่เมื่อรวมกันทั้งหมดในกำแพงวัดนี้นี่แหละคือวัดป่าบ้านตาด นี่แหละพระนิพพานก็มีความหมายแบบเดียวกัน"
และ เมื่อพระเจ้าอยู่หัวฯ ขอบารมีหลวงตาช่วยต่ออายุให้แม่หลวง (คือสมเด็จย่า) ตอนนั้นสมเด็จย่าทรงประชวรอยู่
หลวงตาท่านก็ตอบปฏิเสธเลยว่า... "พ่อหลวงนั่นแหละก็จัดการเองได้ ขอเองได้" ท่านว่างั้นนะ... "พ่อหลวงก็สามารถจัดการได้เอง" ท่านบอกไปเลยนะว่า... ให้พระเจ้าอยู่หัวขอเอง จัดการเอง จัดการเองอาตมาต่อให้ไม่ได้หรอก
พระเจ้าอยู่หัวฯ ได้กราบลาว่า "เอาล่ะ ได้เวลาแล้ว จะกลับแล้ว ท่านหลวงปู่มีอะไรจะบอกไหม"
หลวงตาท่านได้เทศน์สั้น ๆ ว่า 

"การ เป็นพุทธภูมิ สร้างบารมีเพื่อความเป็นพุทธะ พอจบพุทธภูมิได้ก็เป็นพระพุทธเจ้า แล้ว พระพุทธเจ้าก็มีพุทธกิจ 5 คือ

1.ตอนเช้าบิณฑบาต

2.ตอนบ่ายสอนคหบดีมนุษย์ทั่วไป

3.ตกเย็นสอนนักบวช สมณะชีพราหมณ์

4.ตอนกลางคืนแก้ปัญหาเทวดา

5.พอมาตอนเช้ามืดเล็งญาณดูสัตว์โลก สัตว์โลกตัวไหนมีกิเลสเบาบางพอที่จะบรรลุธรรมได้ ท่านก็จะเล็งญาณดูรีบไปโปรดก่อน

พระพุทธเจ้าสร้างบารมีพุทธภูมิจนได้เป็นพระพุทธเจ้า เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านก็มีพระพุทธกิจ 5 อย่างนี้ 

แต่... ไม่รู้ว่าพ่อหลวงแม่หลวงของประเทศไทยปรารถนาอะไร ทำงานกันจนไม่มีเวลาจะพักผ่อน..เอาล่ะ ๆ ... อาตมาจะให้พร"

พอฟังมาถึงตรงนี้นะ เรายังจำได้แม่น เพราะพระเจ้าอยู่หัวฯ ท่านถามเรื่องพุทธภูมิ เสร็จแล้วพอท่านจะลากลับ

หลวงตาท่านสรุปให้เสร็จสรรพเลย... ไม่รู้ว่าพ่อหลวงแม่หลวงของไทยทำงานปรารถนาความเป็นอะไร... ทำงานกันจนไม่มีเวลาพักผ่อน... เอาล่ะ ๆ ...อาตมาจะให้พร 

เมื่อพระเจ้าอยู่หัวท่านเสด็จลงมา ท่านก็ตรัสว่า อยากให้ท่านอาจารย์อยู่กับหลวงตาไปนาน ๆ

 

...เราก็ได้ตอบท่านว่า เจริญ พร...มหาบพิตร อาตมาก็อยากจะอยู่ แต่ถ้าถึงเวลาที่อาตมาจะต้องเอา ตัวเองให้รอด อาตมาก็ขอเอาตัวเองให้รอดก่อน เพราะทุกอย่างเป็นเหตุเป็นผล ถึงเวลาไปก็ต้องไปเหมือนกัน

 

แล้วพระเจ้าอยู่หัวฯ ก็บอกขอทำบุญกับหลวงตา 200,000 ถวายอาจารย์ 20,000

 

 

แล้วท่านก็ถามว่าพระที่อยู่ในวัดนี้กี่รูป

 

 

เราก็ตอบท่านทั้งหมด 29 รูปรวมหลวงตานั่นแหละ...

 

ท่านจึงถวายให้รูปล่ะ 2,000

"แล้วปัจจัยจะให้ไว้กับใคร"

ท่าน ถาม...

 

ท่าน หยิบออกมาให้เลยนะ ท่านผู้ว่าฯ ยังรับมือสั่น พระเจ้าอยู่หัวไม่เพียงมากราบหลวงตา ท่านมาที่วัดท่านยังมาทำบุญกับพระด้วยปัจจัยที่เตรียมพร้อมจากพระหัตถ์ของ ท่านเอง จากนั้นพระเจ้าอยู่หัวฯ ก็เสด็จออกไปเยี่ยมประชาชนแล้วก็ขึ้นรถไป
นั่นแหละเราได้ฟังมา เรื่องของพุทธภูมิ เรื่องของพระโพธิสัตว์ สาวกภูมิกับพุทธภูมิต่างกันอย่างไร เสร็จแล้วพอตอนจบขอพร หลวงตาท่านก็สรุปและให้พร จึงบอกได้ว่าเป็นบทสนทนาของจอมปราชญ์...
ที่มานิตยสาร น่านฟ้า ปีที่1 ฉบับที่ 8 ประจำเดือนธันวาคม 2550 หน้า18


เมื่อต้นปีพ.ศ. 2498 คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติมได้ปรารภกับศิษยานุศิษย์ของท่านว่า "มีใครเป็นห่วงพระเจ้าแผ่นดินองค์น้อย(ในหลวง)บ้าง..??"
เมื่อทุกคนกล่าวรับว่าเป็นห่วง เนื่องจากมีข่าวที่น่าเป็นกังวลมาให้ได้ยินอยู่ คุณแม่บุญเรือนก็ว่าต่อไปอีกหน่อยว่า "ถ้าเป็นห่วง ก็ขอให้แม่อธิษฐานช่วยพระองค์ท่านซิ" (ตามอริยประเพณี พระอริยะจะทำการสิ่งใดโดยปราศจากเหตุหรือไม่มีผู้อาราธนามิได้)
เมื่อศิษย์ทุกคนกล่าวคำขอให้คุณแม่ใช้อิทธิฤทธิ์ช่วยในหลวงให้ทรงพระเจริญและแคล้วคล
ดจาก สรรพภยันตรายทั้งปวงแล้ว คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติมจึงได้กำหนดที่จะไปเข้า"นิโรธสมาบัติ" คุ้มครองถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่บ้านนาซา(เป็นเคล็ดให้เรื่องร้าย"สร่างซา"ลงไป) ของนางสาววาย(เป็นเคล็ดให้เรื่องราวที่ไม่ดีมีอันต้อง"วาย"หายสูญ ไป) วิทยานุกรณ์ (น้องสาวพระมหารัชชมังคลาจารย์ วัดสัมพันธวงศ์) ที่ปากน้ำประแสร์ จ.ระยองเป็นเวลาถึง 1 ปีเต็ม โดยช่วงนั้น คุณแม่บุญเรือนได้สั่งห้ามมิให้ศิษย์คนใดเข้ามารบกวนท่านในช่วงเวลานั้นเป็น อันเด็ดข ด..!!!!
ที่มา,หนังสืออนุสรณ์ อดีตเจ้าอาวาส วัดสารนาถธรรมาราม ระยอง พ.ศ. 2551


"มีแต่คนที่ไม่ฉลาดเท่านั้น ที่จะไม่รู้ว่า ในหลวงพระองค์นี้ดีอย่างไร.???"

พระอาจารย์วัน อุตตโม วัดถ้ำอภัยดำรงธรรม สกลนคร


เมื่อหลายสิบปีก่อน ครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ถูกลอบปลงพระชนม์ ถึงเสด็จสวรรคต หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ วัดสะแก พระนครศรีอยุธยา คย เล่าว่าท่านเกิดความสลดสังเวชมาก ว่าคนไทยหลายคน ยังขาดกตัญญูกตเวทิตาคุณต่อพระเจ้าอยู่หัว ท่านคิดอยู่เสมอว่า จะให้คนไทยมีความรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ได้อย่างไร..???
สำหรับองค์ของหลวงปู่ดู่เองนั้น ตั้งแต่บัดนั้นจนกระทั่งทุกวันนี้ แม้กาลเวลาล่วงเลยไป หลายสิบปี
กิจวัตรอันหนึ่งที่ท่านทำอยู่มิได้ขาด คือ การสวดมนต์ถวายพระพรแด่ในหลวงทุกวันตลอดมา ขอให้พระองค์มีพระชนมายุยิ่งยืนนานเป็นมิ่งขวัญคนไทยตลอดไป


 หลวงพ่อพุธ ฐานิโย วัดป่าสาลวัน นครราชสีมา เคยบอกกับผมเมื่อสมัยที่บวชอยู่กับท่านว่า...

"วันหนึ่งข้างหน้า ในหลวงจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งของโลก"
.....
หลวงพ่อมองหน้าผมแล้วย้ำว่า...
.....
"ในหลวงเป็นพระโพธิสัตว์ ปรารถนาพุทธภูมิ"

เคนดิตจากเวบ http://board.palungjit.com/f2/%E0%B8%97%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%94%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A-146519-39.html


ผลกรรมจากการที่ทำร้ายพระโพธิสัตว์

 

จาก การศึกษา “กฎแห่งกรรม”ตามคำสอนของพระพุทธองค์ พบว่าเป็นจริงตามนั้น คือ “ทำดีได้ดี และทำชั่วได้ชั่ว” ซึ่งบาปกรรมนั้นหนักหรือเบาก็เป็นไปตามกรรมหรือการกระทำนั้นๆ

 

ซึ่งกรรมที่หนักมากที่สุดก็คือ “อนันตริยกรรม”ซึ่งมี๕ อย่าง คือ

 

๑.มาตุฆาต(ฆ่าแม่)

 

๒.ปิตุฆาต(ฆ่าพ่อ)

 

๓.อรหันตฆาต(ฆ่าพระอรหันต์)

 

๔. โลหิตุปบาท(ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงพระโลหิตห้อขึ้นไป)

 

๕.สังฆเภท (ยังสงฆ์ให้แตกกัน, ทำลายสงฆ์)

 

ซึ่ง หากว่าใครทำกรรมหนัก๕ อย่างนี้ ไม่ว่าอย่างใดอย่างหนึ่ง จะทำให้จิตวิญญาณของคนที่กระทำกรรมหนักนั้นเมื่อออกจากร่าง จะต้องลง “นรกอเวจี”ทันที

 

ตามที่พระท่านสอนว่า “ห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพาน”เลยทีเดียว

 

นั่นก็คือว่า จะทำบุญใหญ่เพียงใดก็ตาม เช่น บวชพระ วิปัสสนากรรมฐาน เป็นต้น

ผู้ นั้นไม่สามารถจะกระทำได้เลย แม้แต่เข้าไปใกล้เขตกรรมฐาน หรือพบพระอริยะเจ้าก็ไม่ได้เลย จะทำให้ผู้นั้นรู้สึกร้อนรนกระวนกระวายทันที ต้องรีบหนีจากที่นั่นไปที่อื่นทันที ซึ่งพระอริยะเจ้าหลายรูปท่านยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรมมากมายอยู่แล้ว นั้นเอง

          แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่คนเราในยุคปัจจุบันไม่ตระหนักและกระทำผิดและเป็นบาปมหันต์ นั้นก็คือ “การทำร้ายหรือทำลายพระโพธิสัตว์”

 

ผู้ ซึ่งลงมาเกิดบนโลกมนุษย์เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้อยู่ดีกินดี และอยู่ในศีลกินในธรรม เป็นการสร้างบุญกุศลและสะสมบุญบารมีให้เต็ม

เพื่อการจะได้ “ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ”เป็น “องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า”ในอนาคตกาล

ซึ่ง เป็นหน้าที่ที่ประเสริฐและเป็นมหาบุญบารมี ที่หาผู้จะกระทำเช่นนั้นได้ยาก ซึ่งเป็นงานที่ยากและลำบากหนักหนา ซึ่งจะต้องทนลำบากและต่อสู้กับอุปสรรคนานัปการ

ซึ่ง“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช” พระองค์ผู้ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ของชาวไทย และพระองค์ก็ยังเป็น “พระโพธิสัตว์”พระองค์หนึ่งด้วย

ตัวผู้เขียนเคยได้รับการสั่งสอนและบอกกล่าวจากพระอริยะเจ้าของไทยหลายรูปทั้งที่ละสังขารไปแล้วและดำรงธาตุขันธ์อยู่หลายรูปว่า

“พระองค์คือพระโพธิสัตว์” และพระอริยะเจ้าบางรูปท่านถึงขนาดเน้นย้ำว่า

พระองค์คือ “นิยตโพธิสัตว์”

(พระโพธิสัตว์ที่ได้รับการพยากรณ์และรับรองว่าจะได้รับการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตอย่างแน่นอน)

ซึ่ง ผู้เขียนก็มั่นใจในปณิธานและการกระทำของพระองค์ตั้งแต่ทรงครองราชย์สมบัติ เป็นต้นมา ว่าพระองค์ได้กระทำการปกครองบ้านเมือง อาณาประชาราษฎร์โดยธรรม และปกครองตนเองเป็นพระโพธิสัตว์จริงๆ ถึงแม้ว่าพระองค์จะไม่เคยเอ่ยวาจาออกมาแต่อย่างใดก็ตาม

          แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนตกใจและกังวลอย่างยิ่งในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้

มีประชาชนคนไทยหลายท่าน ได้หลงผิดคิดทำลายและทำร้ายพระองค์ต่างๆนาๆ

ไม่ ว่าจะเป็นทางกายและทางวาจาก็ดี ซึ่งกระทำกันอย่างสกปรกและชั่วช้าต่างๆ จนแทบไม่เชื่อว่าเขาเหล่านั้นเป็นคนไทยและเกิดบนผืนแผ่นดินไทยนี้เลย ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเป็นบาปกรรมที่หนักมาก ในการไม่เคารพและการไม่กตัญญูรู้คุณของพระองค์ ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องเกิดผลที่ไม่ดีตามมากับบุคคลเหล่านั้นอย่างแน่นอน แต่นี่ยังไม่น่ากลัวและน่าวิตกเท่ากับว่าเขาเหล่านั้นจะมีบาปกรรมตามมาหนัก หนาอย่างไร เมื่อได้รู้ว่าเขากำลังกระทำบาปกรรมที่หนักมากกับ “พระโพธิสัตว์”ซึ่งบาปกรรมหนักและจะต้องเกิดผลไม่ดีกับชีวิตของเขาเหล่านั้น อย่างแน่นอน จะด้วยจงใจหรือหลงผิดหรือไม่ก็ตาม

          ผม ได้สังเกตและติดตามผลกระทบกับชีวิตของบุคคลเหล่านั้นในรอบสิบปีที่ผ่านมานี้ ทำให้ผมพบว่าบุคคลเหล่านี้มีชีวิตที่เดือดร้อน และประสบชะตากรรมแปลกๆ เช่น

ครอบครัวเดือดร้อน , ค้าขายไม่ดี , มีปัญหาครอบครัวแตกแยก , ลูกหลานเกเร , ประสบอุบัติเหตุ  , ติดคุกติดตะราง หรือเกิดฟ้องร้องคดีความต่างๆ , บางคนต้องหนีจากแผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอน , ถูกยึดทรัพย์ , มีเรื่องเหม็นเน่าฉาวโฉ่ให้ชาวบ้านและชาวโลกเขารับรู้ทั้งๆที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลย เป็นต้น

ไม่ เหมือนคนที่เคารพ กตัญญู และจงรักภักดีในพระองค์ ต่างก็อยู่กินอย่างสงบสุขและเจริญก้าวหน้าตามปกติ บางคนก็ดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา เป็นที่เปรียบเทียบเห็นได้อย่างเด่นชัด

          และที่แทบไม่น่าเชื่อก็คือ การเกิดความเดือดร้อนจากภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะจาก “น้ำท่วม” ซึ่งก่อนหน้านั้นหลายปี ตัวผมได้รับฟังคำเตือนจากพระอริยะเจ้าผู้หยั่งรู้ฟ้าดินมาบ้างเหมือนกัน แต่ผู้เขียนก็ไม่ค่อยใส่ใจนักเพราะคิดว่าคงจะธรรมดา แต่เมื่อเกิด “เหตุการณ์น้ำท่วมภาคอีสานในปีพ.ศ.๒๕๕๓”ทั้งๆที่เป็นภูเขาและที่ราบสูงก็ยัง โดนน้ำท่วม ทำให้ผมแปลกใจอย่างยิ่ง แต่ก็ยังไม่เท่ากับที่เกิด “มหาอุทกภัยในปีพ.ศ.๒๕๕๔”ทำให้ผมต้องตะลึงและพูดไม่ออกบอกไม่ถูก ว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้บนแผ่นดินไทย นี่มันอะไรกัน? ทั้งๆที่พระอริยะเจ้าท่านเตือนไว้ก่อนแล้ว ว่า

บาปกรรมจากการทำร้ายพระโพธิสัตว์  โดยเฉพาะ “การกบฏพระเจ้าอยู่หัว” จะ สร้างความทุกข์และความเดือดร้อนมากมายขนาดนี้ แต่แค่นี่ยังไม่พอ ยังจะเกิดความเดือดร้อนต่อบุคคลเหล่านั้นอีกมากมายนัก โดยเฉพาะในปีพ.ศ.๒๕๕๕ ซึ่งบางคนอาจหนักถึงชีวิต! โดยผลของบาปกรรมนี้ยังไม่มากในชาตินี้เพียงเท่านั้น แต่ยังจะส่งผลต่อ “ภพข้างหน้า”หรือ “ชาติหน้า”ของเขาเหล่านั้นอีกด้วย ซึ่งหนักหรือเบาก็ขึ้นอยู่กับว่าใครทำบาปกรรมหนักหรือเบากับพระองค์อย่างไร ก็เท่านั้นเอง

          ผู้เขียนเรียบเรียงเรื่องนี้ขึ้นมาไม่ได้หวังผลทางการเมืองใดๆ หรือมุ่งทำลายกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดเป็นการเฉพาะ

แต่ เขียนขึ้นมาด้วยจิตสำนึกรักและกตัญญูในพระองค์ ปรารถนาดี และเป็นการให้ความรู้และเตือนสติพี่น้องคนไทยที่เป็นเพื่อนร่วมชาติและ เพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ และตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

บางทีอาจมีบางคนที่ฉุกคิดขึ้นมาได้และหยุดการกระทำชั่วที่กระทำอยู่หรือที่กำลังจะกระทำก็ตาม

อันจะเป็นการเกิดเป็นบุญและมีอานิสงส์ต่อตัวเขา ตัวผู้เขียน และประเทศไทยของเราทุกๆคน

ซึ่ง มีแต่ผลดีไม่มีข้อเสียแต่ประการใดๆเลย ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป เพราะเกิดความเดือดร้อนและเป็นภัยกับคนที่คิดไม่ดี ทำไม่ดี และพูดไม่ดีต่อพระโพธิสัตว์พระองค์นั้น

                                                   พนพ เกษามา           ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

เครดิตจากเวบ http://www.sujipuli.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=539365955&Ntype=3

บทความอื่นๆ ในหมวดเดียวกัน